เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ The Washington Post ว่า หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ เตือนรัฐบาลทรัมป์ว่า นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล “มีแนวโน้มที่” ที่จะบ่อนทำลายความพยายามในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืนกับอิหร่าน
รายงานดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์มีผลบังคับใช้แล้ว ตามคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอล โดยเสริมว่า ข้อตกลงหยุดยิงจะสิ้นสุดลงหากฮิซบอลเลาะห์ละเมิดข้อตกลง
เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเผยอีกว่า อิสราเอลยังคงรักษากองกำลังไว้ในเลบานอนตอนใต้ และกล่าวเพิ่มเติมว่า “หากฮิซบอลเลาะห์โจมตี อิสราเอลจะตอบโต้ เราจะยังคงขัดขวางภัยคุกคามต่ออิสราเอลต่อไป”
ตามที่เจ้าหน้าที่รายหนึ่งที่ The Washington Post อ้างถึง หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ประเมินว่า การอยู่รอดทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูในการเลือกตั้งเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ขึ้นอยู่กับการแสดงให้ผู้สนับสนุนเห็นว่าเขาจะไม่ถอนทหารอิสราเอลออกจากเลบานอน และยังคงมุ่งมั่นที่จะเพิ่มความเข้มข้นในการสู้รบกับฮิซบอลเลาะห์
รายงานของ The Washington Post ระบุอีกว่า ความไม่พอใจของอิสราเอลต่อเงื่อนไขของบันทึกความเข้าใจที่ลงนามกับอิหร่าน ทำให้เป้าหมายของเนทันยาฮูในการรักษาแรงกดดันสูงสุดต่ออิหร่านมีความซับซ้อนมากขึ้น
นอกจากนี้ การประเมินที่นำเสนอต่อทรัมป์ระบุว่า การระงับการสู้รบหรือการถอนกำลังทหารอิสราเอลออกจากเลบานอน อาจถูกมองว่าเป็นการพ่ายแพ้ทางการเมืองของเนทันยาฮูในอิสราเอล
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายที่สองเผยว่า แม้ว่าอิสราเอลจะไม่เพิ่มความรุนแรงในการสู้รบในเลบานอน แต่การที่อิสราเอลปฏิเสธการถอนทหารออกจากทางใต้ของเลบานอนนั้น อาจทำให้ข้อตกลงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสั่นคลอนได้
“การยึดครองบางส่วนของเลบานอนต่อไปนั้นเป็นสูตรสำเร็จของหายนะ” เจ้าหน้าที่เผย “หากอิสราเอลไม่ถอนทหารออกไปทั้งหมด ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการสู้รบขึ้นอีกครั้ง...ก็แทบจะแน่นอน”
การเปิดเผยของ The Washington Post มีขึ้น 3 สัปดาห์หลังจากที่ The New York Times รายงานว่า แหล่งข่าวจากเพนตากอนเชื่อว่าอิสราเอล “ล้ำเส้น” ด้วยการพยายามดักฟังเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจากับอิหร่าน
ผู้นำอิสราเอลกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักให้ดำเนินความขัดแย้งต่อไป ซึ่งเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการโจมตีอิหร่านที่อิสราเอลเปิดฉากร่วมกับสหรัฐฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์
แต่การโจมตีอย่างต่อเนื่องในเลบานอน ซึ่งครั้งล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (20 มิ.ย.) ทำให้มีผู้เสียชีวิต 16 ราย อาจทำให้รอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างเนทันยาฮูกับรัฐบาลทรัมป์ที่กำลังขยายตัวและปรากฏให้เห็นมากขึ้นนั้นลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ทั้งทรัมป์และ เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดี ต่างวิพากษ์วิจารณ์แนวทางการทำสงครามของเนทันยาฮูมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการข่มขู่โดยอ้อมหลายครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
แม้จะยืนยันว่า ยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเนทันยาฮู แต่ทรัมป์ก็กล่าวอ้างหลายครั้งว่า อิสราเอลจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากปราศจากการสนับสนุนจากสหรัฐฯ
“บีบี เนทันยาฮู ทำงานร่วมกับผมได้ดี แต่เขาจะบอกคุณว่า เราเป็นฝ่ายที่มีอาวุธ เราเป็นฝ่ายที่มีข้อตกลงทั้งหมด เราเป็นฝ่ายที่มีเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ฯลฯ” ทรัมป์เผยกับสำนักข่าว Axios เมื่อวันศุกร์ “ถ้าไม่ใช่เพราะ โดนัลด์ ทรัมป์ อิสราเอลคงถูกทำลายไปแล้ว”
ทรัมป์ยังบอกเป็นนัยว่า เนทันยาฮูกำลังทำเกินไปในการโจมตีเลบานอนเมื่อเขาประกาศข้อตกลงสันติภาพกับเตหะรานในที่ประชุม G7
“มีคนถูกฆ่าตายมากเกินไป” ทรัมป์กล่าว “คุณไม่จำเป็นต้องทุบทำลายอาคารอพาร์ตเมนต์ทุกครั้งที่คุณกำลังตามหาใครสักคน เพราะมีคนจำนวนมากอยู่ในอาคารเหล่านั้น และพวกเขาไม่ใช่ฮิซบอลเลาะห์ทั้งหมด”
และเมื่อต้นสัปดาห์นี้ แวนซ์ดูเหมือนจะออกคำขู่โดยอ้อมเกี่ยวกับการสนับสนุนอิสราเอลของสหรัฐฯ ที่มีมาอย่างยาวนาน
“ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา อาวุธป้องกันประเทศสองในสามส่วนที่ปกป้องบ้านเกิดของคุณนั้นสร้างขึ้นโดยฝีมือชาวอเมริกันและจ่ายด้วยภาษีของชาวอเมริกัน” แวนซ์เผย “ปัญหาของอิสราเอลไม่ใช่ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ และใครก็ตามในอิสราเอลที่คิดว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของพวกเขาคือประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ต้องตื่นขึ้นมาและรับรู้ถึงความเป็นจริงของสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่”
บันทึกความเข้าใจกับอิหร่านที่ทรัมป์ลงนามที่พระราชวังแวร์ซายส์ของฝรั่งเศสขณะร่วมประชุมสุดยอด G7 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรง ทั้งจากกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ที่มีแนวคิดแข็งกร้าวในประเทศ และจากฝ่ายขวาของอิสราเอล
อิตามาร์ เบน กวีร์ รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติฝ่ายขวาจัดของอิสราเอล กล่าวตอบข่าวเรื่องข้อตกลงนี้ว่า “น้ำตาของแม่ชาวอิสราเอลทุกหยด จะต้องมีแม่ชาวเลบานอนนับพันคนต้องหลั่งน้ำตา เลบานอนทั้งประเทศต้องถูกเผา!” และว่า “ในตะวันออกกลาง คุณไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยการตอบโต้ที่รอบคอบและยับยั้งชั่งใจ คุณต้องบ้าคลั่ง ต้องทำลายล้างให้สิ้นซาก”
Photo by RONEN ZVULUN / POOL / AFP




